นิทรรศการพิเศษ “จากหยาดน้ำพระทัยแดนล้านนา สู่สายธารแห่งพระเมตตา ณ ชายทะเลอ่างศิลา” และพิธีมอบพระรูป เครื่องสักการะ และชุดเครื่องสำรับพระกระยาหารในพระราชชายา เจ้าดารารัศมี

วันที่ ๔ สิงหาคม ๒๕๖๙ ที่พิพิธภัณฑ์เฉลิมพระเกียรติ ๗๒ พรรษา มหาราช (ตึกราชินี) นายสุทธิกลมกล่อม รองนายกเทศมนตรีเมืองอ่างศิลา พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร สมาชิกสภาเทศบาล และหัวหน้าส่วนราชการ ร่วมต้อนรับ เจ้านราพงศ์ ณ ลำพูน ในนามคณะทายาทสายสกุล ณ ลำพูน และคณะผู้จัดงาน ในพิธีมอบพระรูป เครื่องสักการะ และชุดเครื่องสำรับพระกระยาหารในพระราชชายา เจ้าดารารัศมี ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ผู้ทรงเป็น “ขัตติยนารีศรีนครเชียงใหม่”
ภายในงานมีพระครูนิธานประชาสรรค์ เจ้าอาวาสวัดประชาสรรค์ กล่าวสัมโมทนียกถาเปิดนิทรรศการ ประกอบพิธีเจิมป้ายนิทรรศการ จากนั้น เจ้าสุดาพร ณ เชียงใหม่ ประกอบพิธีมอบชุดเครื่องสำรับพระกระยาหารในพระราชชายา เจ้าดารารัศมี
การจัดงานเป็นบรรยากาศแบบย้อนยุค มีการแสดงศิลปวัฒนธรรมและดนตรีไทย เช่น การแสดงเดี่ยวจะเข้ เพลง “จระเข้หางยาวทางสักวา” โดย รศ.ปกรณ์ รอดช้างเผื่อน อาจารย์จากมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี, การแสดงดนตรีไทย เพลง “เทิดพระเกียรติพระราชชายาเจ้าดารารัศมี” (ทำนองขึ้นพลับพลา) โดยนิสิตคณะดนตรีและการแสดง มหาวิทยาลัยบูรพา
นอกจากนี้ เจ้านราพงศ์ ณ ลำพูน ยังได้นำเสนอโครงการจัดงาน “ดารารัศมีรำลึก : สายใยรักสองแผ่นดิน” และโครงการพิพิธภัณฑ์มีชีวิต (Living Museum)
พระราชชายา เจ้าดารารัศมี ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงมีบทบาทสำคัญในการเชื่อมประสานความสัมพันธ์ระหว่างแผ่นดินล้านนาและสยามให้เป็นหนึ่งเดียว อีกทั้งทรงประกอบพระกรณียกิจอันเป็นคุณูปการอเนกประการแก่ประเทศชาติจวบจนปัจจุบัน
ในปีพุทธศักราช ๒๕๖๙ อันเป็นวาระครบรอบ ๑๕๓ ปีแห่งพระชาตกาล คณะทายาทสายสกุล ณ ลำพูน ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของโบราณสถาน “ตึกราชินี” ตำบลอ่างศิลา ซึ่งเป็นสถานที่ประวัติศาสตร์สำคัญที่พระราชชายาฯ เคยเสด็จมาประทับรักษาพระอาการประชวรพระปัปผาสะ เมื่อพุทธศักราช ๒๔๔๙ ด้วยพระมหากรุณาธิคุณในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ในการเสด็จประทับครั้งนั้น พระองค์ทรงมีพระเมตตากรุณาต่อชาวอ่างศิลาที่ประสบภัยแล้งขาดแคลนน้ำจืด จึงได้กราบบังคมทูลขอพระบรมราชานุญาตขุดบ่อน้ำเพื่อเป็นอุทกทานแก่ประชาชน ซึ่งได้รับพระราชทานนามว่า “บ่อน้ำรัฐ” อันเป็นประจักษ์พยานแห่งความผูกพันอันแน่นแฟ้นระหว่างพระองค์กับพลนิกรในพื้นที่
จากหน้าประวัติศาสตร์อันน่าภาคภูมิใจนี้ คณะผู้จัดงานจึงได้จัดนิทรรศการพิเศษ “จากหยาดน้ำพระทัยแดนล้านนา สู่สายธารแห่งพระเมตตา ณ ชายทะเลอ่างศิลา” ขึ้น เพื่อเทิดพระเกียรติ อนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม และขับเคลื่อนโบราณสถานแห่งนี้เป็น พิพิธภัณฑ์มีชีวิต (Living Museum) ที่สร้างคุณค่าทางสังคมและมูลค่าทางเศรษฐกิจแก่ชุมชนอย่างยั่งยืน ทั้งยังเป็นการยกระดับสู่มาตรฐานสากลเพื่อเตรียมความพร้อมในการเสนอพระนามต่อองค์การยูเนสโก (UNESCO)








